วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ฐานะที่เป็นไปไม่ได้ของโสดาบัน 6 อย่าง

-บาลีฉกฺกอํ๒๒/๔๘๙ /๓๖๖.

ภิกษุทั้งหลาย ! ฐานะที่ไม่อาจเป็นไปได้ ๖ ประการเหล่านี้มีอยู่ ๖ ประการเป็นอย่างไร คือ
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิ ว่า “สุขและทุกข์ตนทำเอง”
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิ ว่า “สุขและทุกข์ผู้อื่นทำให้”
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิ ว่า “สุขและทุกข์ตนทำเองก็มีผู้อื่นทำให้ก็มี”
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิ ว่า “สุขและทุกข์ไม่ต้องทำเองเกิดขึ้นได้ตามลำพัง”
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิ ว่า “สุขและทุกข์ไม่ต้องใครอื่นทำให้ เกิดขึ้นได้ตามลำพัง”
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจมาสู่ทิฏฐิ ว่า “สุขและทุกข์ไม่ต้องทำเองและไม่ต้องใครอื่นทำให้ เกิดขึ้นได้ตามลำพัง”.
ข้อนั้น เพราะเหตุไร.

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า เหตุ (แห่งสุขและทุกข์) อันผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิเห็นแล้ว โดยแท้จริง และธรรมทั้งหลายก็เป็นสิ่งที่เกิดมาแต่เหตุด้วย.

ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล ฐานะที่ไม่อาจเป็นไปได้๖ ประการ.

ธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธะเปิดเผยจึงจะรุ่งเรือง

ธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธะเปิดเผยจึงจะรุ่งเรือง
ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่ง ๓ อย่างนี้ ปิดบังไว้จึงเจริญ เปิดเผยไม่เจริญ ๓ อย่างนั้น คือ
(1) มาตุคามปิดบังไว้จึงจะงดงาม เปิดเผยไม่งดงาม
(2) มนต์ของพราหมณ์ปิดบังไว้จึงรุ่งเรือง เปิดเผยไม่รุ่งเรือง
(3) มิจฉาทิฏฐิปิดบังไว้จึงเจริญ เปิดเผยไม่เจริญ
ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่ง ๓ อย่างเหล่านี้แล ปิดบังไว้จึงเจริญเปิดเผยไม่เจริญ.
ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่ง ๓ อย่างนี้ เปิดเผยจึงรุ่งเรืองปิดบังไม่รุ่งเรือง ๓ อย่างนั้น คือ
(1) ดวงจันทร์ เปิดเผยจึงรุ่งเรือง ปิดบังไม่รุ่งเรือง
(2) ดวงอาทิตย์ เปิดเผยจึงรุ่งเรือง ปิด บังไม่รุ่งเรือง
(3) ธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้แล้ว เปิดเผยจึงรุ่งเรือง ปิดบังไม่รุ่งเรือง
ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่ง ๓ อย่างเหล่านี้แล เปิดเผยจึงรุ่งเรือง ปิดบังไม่รุ่งเรือง.
-บาลีเอก. อํ. ๒๐/๓๖๔/๕๗๑.

วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

อานิสงส์แห่งการเจริญอานาปานสติสมาธิ

[๑๓๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า เมื่อก่อนแต่ตรัสรู้ ครั้งเราเป็นโพธิสัตว์ยัง
มิได้ตรัสรู้ ก็ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้โดยมาก เมื่อเราอยู่ด้วย วิหารธรรมนี้โดยมาก กายไม่ลำบาก จักษุไม่ลำบาก และจิตของเราย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล ถ้าแม้ภิกษุพึงหวังว่า แม้กายของเรา
ไม่พึงลำบาก จักษุของเราไม่พึงลำบาก และจิตของเราพึงหลุดพ้นจากอาสวะ ทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ก็พึงมนสิการอานาปานสติสมาธินี้แหละให้ดี.


พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ทีปสูตร


วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562

คน ๒ จำพวกที่กล่าวตู่ และไม่กล่าวตู่พระตถาคต

ว่าด้วยคน ๒ จำพวกที่กล่าวตู่ และไม่กล่าวตู่พระตถาคต
           ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   คน ๒ จำพวกนี้ ย่อมกล่าวตู่ตถาคต

 ๒ จำพวกเป็นไฉน    คือ   คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตมิได้ภาษิตไว้
มิได้ตรัสไว้ว่า  ตถาคตได้ภาษิตไว้  ได้ตรัสไว้ ๑  คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคต
ภาษิตไว้  ตรัสไว้ว่า  ตถาคตมิได้ภาษิตไว้   มิได้ตรัสไว้  ๑    ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย  คน  ๒  จำพวกนี้แล. ย่อมกล่าวตู่ตถาคต

 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คน ๒ จำพวกนี้   ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต     
๒ จำพวกเป็นไฉน  คือ  คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตมิได้ภาษิตไว้  มิได้ตรัสไว้ว่า
ตถาคตมิได้ภาษิตไว้ มิได้ตรัสไว้ ๑   คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตภาษิตไว้  
ตรัสไว้ว่า   ตถาคตภาษิตไว้ ตรัสไว้ ๑  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  คน ๒ จำพวกนี้แล
ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต.

พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 347

ลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธาในพุทธศาสนา 11 ประการ



ลักษณะแห่งศรัทธาของผู้มีศรัทธาในพุทธศาสนา 11 ประการ
  1. ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วในปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร
  2. ภิกษุเป็นผู้มีสุตะมาก ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง
  3. ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี
  4. ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมเครื่องกระทำให้เป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้อดทน เป็นผู้รับอนุศาสนีย์โดยเคารพ
  5. ภิกษุเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน ในกรณียกิจทั้งสูงและต่ำของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบายในกรณียกิจนั้น
  6. ภิกษุเป็นผู้ใคร่ธรรม กล่าวคำเป็นที่รัก เป็นผู้มีความปราโมทย์อย่างยิ่งในธรรมอันยิ่ง ในวินัยอันยิ่ง
  7. ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรม ให้ถึงพร้อม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม
  8. ภิกษุเป็นผู้ได้ตามปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบากซึ่งฌาน(ทั้ง) ๔
  9. ภิกษุระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก
  10. ภิกษุเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์
  11. ภิกษุทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่

พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต

คติ 5 และอุปมา

คติ ๕ และอุปมา
สารีบุตร ! คติ ๕ ประการเหล่านี้ มีอยู่.
๕ ประการ อย่างไรเล่า ? คือ :-
(๑) นรก
(๒) กำเนิดเดรัจฉาน
(๓) เปรตวิสัย
(๔) มนุษย์
(๕) เทวดา

สารีบุตร ! เราย่อมรู้ชัดซึ่งนรก
ทางยังสัตว์ให้ถึงนรก
และปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงนรก
อนึ่ง สัตว์ผู้ปฏิบัติประการใด เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย.

สารีบุตร ! เราย่อมรู้ชัดซึ่งกำเนิดเดรัจฉาน
ทางยังสัตว์ให้ถึงกำเนิดเดรัจฉาน
และปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงกำเนิดเดรัจฉาน
อนึ่ง สัตว์ผู้ปฏิบัติประการใด
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
ย่อมเข้าถึงกำเนิดเดรัจฉาน
เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย.

สารีบุตร ! เราย่อมรู้ชัดซึ่งเปรตวิสัย
ทางยังสัตว์ให้ถึงเปรตวิสัย
และปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงเปรตวิสัย
อนึ่ง สัตว์ผู้ ปฏิบัติประการใด
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
ย่อมเข้าถึงเปรตวิสัย
เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย.

สารีบุตร ! เราย่อมรู้ชัดซึ่งเหล่ามนุษย์
ทางยังสัตว์ให้ถึงมนุษย์โลก
และปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงมนุษย์โลก
อนึ่ง สัตว์ผู้ปฏิบัติประการใด
เบื้องหน้า แต่ตายเพราะกายแตก
ย่อมบังเกิดในหมู่มนุษย์
เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย.

สารีบุตร ! เราย่อมรู้ชัดซึ่งเทวดาทั้งหลาย
ทางยังสัตว์ให้ถึงเทวโลก
และปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงเทวโลก
อนึ่ง สัตว์ผู้ปฏิบัติประการใด
เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย.

สารีบุตร ! เราย่อมรู้ชัดซึ่งนิพพาน
ทางยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน
และปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน
อนึ่ง สัตว์ผู้ปฏิบัติประการใด
ย่อมกระทำให้แจ้ง ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป
ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้า ถึงแล้ว แลอยู่
เราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย.

อุปมาการเห็นคติ
สารีบุตร ! เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง
ลึกยิ่งกว่าชั่วบุรุษ เต็มไปด้วยถ่านเพลิง
ปราศจากเปลว ปราศจากควัน
ลำดับนั้น บุรุษผู้มีตัวอันความร้อนแผดเผา
เหน็ดเหนื่อย หิว ระหาย
มุ่งมาสู่หลุมถ่านเพลิงนั้นแหละ
โดยมรรคาสายเดียว
บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“บุรุษผู้เจริญนี้ ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น
และขึ้นสู่หนทางนั้น จักมาถึงหลุมถ่านเพลิงนี้ทีเดียว”
โดยสมัยต่อมา บุรุษผู้มีจักษุนั้น
พึงเห็นเขาตกลงในหลุมถ่านเพลิงนั้น
เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้า
เผ็ดร้อนโดยส่วนเดียว แม้ฉันใด.
สารีบุตร ! เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ดวยใจ
ฉันนั้นเหมือนกันว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น
ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
จักเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
โดยสมัยต่อมา เราได้เห็นบุคคลนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
เข้าถึงแล้วซึ่งอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้า เผ็ดร้อนโดยส่วนเดียว
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์.

สารีบุตร ! เปรียบเหมือนหลุมคูถ
ลึกยิ่งกว่าชั่วบุรุษ เต็มไปด้วยคูถ
ลำดับนั้น บุรุษผู้มีตัวอันความร้อน
แผดเผา เหน็ดเหนื่อย หิว ระหาย
มุ่งมาสู่หลุมคูถนั้นแหละ
โดยมรรคาสายเดียว
บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“บุรุษผู้เจริญนี้ ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น
และขึ้นสู่หนทางนั้น จักมาถึงหลุมคูถนี้ทีเดียว”
โดยสมัยต่อมา บุรุษผู้มีจักษุนั้น
พึงเห็นเขาตกลงในหลุมคูถนั้น
เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้า เผ็ดร้อน แม้ฉันใด.
สารีบุตร ! เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ
ฉันนั้นเหมือนกันว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น
ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
จักเข้าถึงกำเนิดเดรัจฉาน
โดยสมัยต่อมาเราย่อมเห็นบุคคลนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
เข้าถึงแล้ว ซึ่งกำเนิดเดรัจฉาน
เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้าเผ็ดร้อน
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์.

สารีบุตร !  เปรียบเหมือนต้นไม้เกิดในพื้นที่อันไม่เสมอ
มีใบอ่อนและใบแก่อันเบาบาง มีเงาอันโปร่ง
ลำดับนั้น บุรุษผู้มีตัวอันความร้อนแผดเผา
เหน็ดเหนื่อย หิว ระหาย
มุ่งมาสู่ต้นไม้นั้นแหละ โดยมรรคาสายเดียว
บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“บุรุษผู้เจริญนี้ ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น
และขึ้นสู่หนทางนั้น จักมาถึงต้นไม้นี้ทีเดียว”
โดยสมัยต่อมา บุรุษผู้มีจักษุนั้น
พึงเห็นเขานั่งหรือนอนในเงาต้นไม้นั้น
เสวยทุกขเวทนาเป็นอันมาก แม้ฉันใด
สารีบุตร ! เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ
ฉันนั้นเหมือนกันว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น
ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
จักเข้าถึงเปรตวิสัย
โดยสมัยต่อมาเราย่อมเห็นบุคคลนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
เข้าถึงแล้วซึ่งเปรตวิสัย
เสวยทุกขเวทนาเป็นอันมาก
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์.

สารีบุตร !  เปรียบเหมือนต้นไม้เกิดในพื้นที่อันเสมอ
มีใบอ่อนและใบแก่อันหนา มีเงาหนาทึบ
ลำดับนั้น บุรุษผู้มีตัวอันความร้อนแผดเผา
เหน็ดเหนื่อย หิว ระหาย
มุ่งมาสู่ต้นไม้นั้นแหละ
โดยมรรคาสายเดียว บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว
พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“บุรุษผู้เจริญนี้ ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น
และขึ้นสู่หนทางนี้ จักมาถึงต้นไม้นี้ทีเดียว”
โดยสมัยต่อมา บุรุษผู้มีจักษุนั้น
พึงเห็นเขานั่งหรือนอนในเงาต้นไม้นั้น
เสวยสุขเวทนาเป็นอันมาก แม้ฉันใด.
สารีบุตร !  เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้
ด้วยใจฉันนั้นเหมือนกันว่า
บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น
ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
จักบังเกิดในหมู่มนุษย์
โดยสมัยต่อมา เราย่อมเห็นบุคคลนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
บังเกิดแล้วในหมู่มนุษย์
เสวยสุขเวทนาเป็นอันมาก
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์.

สารีบุตร !  เปรียบเหมือนปราสาท
ในปราสาทนั้นมีเรือนยอด ซึ่งฉาบทาแล้ว
ทั้งภายในและภายนอก หาช่องลมมิได้
มีวงกรอบอันสนิท มีบานประตู และหน้าต่างอันปิดสนิทดี
ในเรือนยอดนั้น มีบัลลังก์อันลาดด้วยผ้าโกเชาว์ขนยาว
ลาดด้วยเครื่องลาดทำด้วยขนแกะสีขาว
ลาดด้วยขนเจียมเป็นแผ่นทึบ
มีเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด
มีเพดานกั้นในเบื้องบน
 มีหมอนแดงวาง ณ ข้างทั้งสอง
ลำดับนั้น บุรุษผู้มีตัวอันความร้อนแผดเผา
เหน็ดเหนื่อย หิว ระหาย
มุ่งมาสู่ปราสาทนั้นแหละ
โดยมรรคาสายเดียว
บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“บุรุษผู้เจริญนี้ ปฏิบัติอย่างนั้น
ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น
จักมาถึงปราสาทนี้ทีเดียว”
โดยสมัยต่อมา บุรุษผู้มีจักษุนั้น
พึงเห็นเขานั่งหรือนอนบนบัลลังก์ในเรือนยอด ณ ปราสาทนั้น
เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียว แม้ฉันใด.
สารีบุตร !  เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ
ฉันนั้นเหมือนกันว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น
ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
โดยสมัยต่อมา เราย่อมเห็นบุคคลนั้น
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
เข้าถึงแล้วซึ่งสุคติโลกสวรรค์
เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียว
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์.

สารีบุตร !  เปรียบเหมือนสระโบกขรณี
มีน้ำอันเย็น ใสสะอาด มีท่าอันดี น่ารื่นรมย์
และในที่ไม่ไกลสระโบกขรณีนั้น มีแนวป่าอันทึบ
ลำดับนั้น บุรุษผู้มีตัวอันความร้อนแผดเผา
เหน็ดเหนื่อย หิว ระหาย
มุ่งมาสู่สระโบกขรณีนั้นแหละ
โดยมรรคาสายเดียว บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว
พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
“บุรุษผู้เจริญนี้ ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น
และขึ้นสู่หนทางนั้น จักมาถึงสระโบกขรณีนี้ทีเดียว”
โดยสมัยต่อมา บุรุษผู้มีจักษุนั้น
พึงเห็นเขาลงสู่สระโบกขรณีนั้น
อาบและดื่ม ระงับความกระวนกระวาย
ความเหน็ดเหนื่อย และความร้อนหมดแล้ว
ขึ้นไปนั่งหรือนอนในแนวป่านั้น
เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียว แม้ฉันใด.
สารีบุตร !  เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ
ฉันนั้นเหมือนกันว่า
บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น
และขึ้นสู่หนทางนั้น
จักกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป
ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่
โดยสมัยต่อมา เราย่อมเห็นบุรุษนั้น
กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ
อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป
ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงแล้วแลอยู่
เสวยสุขเวทนาโดยส่วนเดียว.

มู. ม. ๑๒/๑๔๗-๑๕๓/๑๗๐-๑๗๖.
1. คติ : ทางไปของสัตว์. (ที่นำไปสู่ภพ)
2. อบาย ทุคติ วินิบาต นรก : ที่เกิดของสัตว์ตํ่ากว่ามนุษย์.